
ตามความเชื่อโบราณของวัฒนธรรมไทย เมื่อมีคนในครอบครัวเสียชีวิตไม่ว่าจะจากโรคภัยไข้เจ็บ หรือแก่ชรา เรามักนำร่างกายของผู้เสียชีวิตไปเผา จากนั้นนำเถ้ากระดูก หรือที่เราเรียกว่าอัฐินำมาบรรจุอยู่ภายในโกศ ดังนั้นโกศจึงเป็นทั้งหลักฐาน และความทรงจำที่ครั้งหนึ่งเรามีต่อเจ้าของเถ้ากระดูกนี้
โกศ มาจากภาษาบาลีว่า โกส อ่านว่า โก-สะ ความหมายเดิมของ “โกส” คือ โพรง, ช่องหรือกล่อง, ที่ล้อมซึ่งมีอะไรก็ตามอยู่ภายใน ปัจจุบันโกศหมายถึงที่เก็บกระดูกของผู้เสียชีวิต ในอดีตโกศมักใช้กับบุคคลที่มียศฐาบรรดาศักดิ์ที่สูงอย่างพระมหากษัตริย์ ราชินีหรือเชื้อพระวงศ์ เรียกว่าพระบรมโกศ เนื่องจากวัสดุที่ใช้ทำอย่างไม้จันทน์นั้นเป็นพรรณไม้ที่มีกลิ่นหอม และหาได้ยาก จึงมีเพียงชนชั้นสูงที่จะได้ประกอบพิธีกรรมในลักษณะดังกล่าว การใช้ไม้จันทน์เพื่อทำโกศบรรจุพระศพของราชวงศ์ ยังเป็นที่มาของการวางดอกไม้จันทน์อีกด้วย อย่างไรก็ตามในปัจจุบันการบรรจุเถ้ากระดูกของคนที่เราอาลัยรักนั้นกลายมาเป็นธรรมเนียมปฏิบัติโดยทั่วไปไม่ได้สงวนไว้แค่บุคคลเฉพาะกลุ่มเพียงท่านั้น และได้พัฒนาโกศมาเป็นภาชนะที่ทำจากกระเบื้อง เซรามิค แก้ว และอื่น ๆ มากมาย เพื่อความสวยงามสมเกียรติของผู้ตาย
1.ความเชื่อเรื่องการกลับมาของ “ขวัญ”
การเก็บกระดูก หรือเถ้ากระดูกใส่ภาชนะไม่ว่าจะเป็นโกศ หม้อ หรือไหก็ตามนั้นเกิดขึ้นมานานกว่า 2500 ปีมาแล้ว โดยในยุคสมัยโบราณดึกดำบรรพ์ สังคมมีความเชื่อว่าคนที่นอนอยู่เฉย ๆ ไม่ขยับตัว ไม่พูดไม่จา และไม่หายใจนั้น เป็นอาการของคนที่ขวัญไม่อยู่กับตัว หรือที่เรามักเรียกกันในปัจจุบันว่า ขวัญหาย หรือขวัญเสีย ซึ่งการรักษา หรือวิธีการแก้ในยุคสมัยนั้นคือการส่งเสียงอึกทึกครึกโครมให้ดังที่สุดผ่านพิธีเป่าปี่ตีกลองต่าง ๆ เพื่อให้ขวัญได้ยิน-รับรู้ว่าร่างอยู่ไหน และเพื่อที่จะได้กลับเข้าร่างได้ถูกต้อง การส่งเสียงเหล่านี้ได้กลายมาเป็นต้นแบบการแสดงทั้งวงปี่พาทย์ และมหรสพภายในงานศพอย่าง รำวง ลิเก โขน เป็นต้น แต่หากมั่นใจแน่แล้วว่าขวัญจะไม่กลับเข้าร่าง ครอบครัวก็จำนำร่างไปฝังพร้อมกับข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ ที่เมื่อตื่นขึ้นมาแล้วจะมีของใช้ได้ไม่ขัดสน
เมื่อเวลาผ่านไป การเข้ามาของวัฒนธรรมอินเดียได้เข้ามาผสมผสานกับความเชื่อที่มีอยู่เดิมทำให้ผู้คนเข้าใจว่าคนที่นอนอยู่เฉย ๆ ไม่ขยับตัว ไม่พูดไม่จา และไม่หายใจนั้นเป็นคนตาย แต่ก็ยังคงรักษาประเพณีการนำเถ้ากระดูกของคนตายบรรจุเก็บไว้ในภาชนะต่อไป หากเทียบในปัจจุบันแล้ว การนำเถ้ากระดูกของผู้ตายมาเก็บไว้ภายในโกศจึงเป็นร่องรอยความเชื่อในสมัยโบราณที่ยังคงตกทอดอยู่ในสังคมไทย โกศจึงเป็นเสมือนที่อยู่อาศัยของผู้เสียชีวิตเพื่อรอการเกิดใหม่ในภพหน้า
2.บูชาโกศเพื่อให้วิญญาณปกป้องคุ้มครอง
การเก็บเถ้ากระดูกของผู้เป็นที่รักไว้ในโกศนั้นถือได้ว่าเป็นธรรมเนียมปฏิบัติอย่างหนึ่งของสังคมไทยเราในปัจจุบัน โดยบางคนอาจจะเก็บไว้เพื่อนำไปลอยอังคารในเวลาต่อมาตามความเชื่อแบบวัฒนธรรมอินเดีย ในขณะที่บางคนอาจเก็บโกศที่บรรจุเถ้ากระดูกไว้ในบ้านของตนเองในสถานที่เห็นได้อย่างชัดเจนเพื่อเป็นเกียรติ สิริมงคล และเพื่อระลึกว่าครั้งหนึ่งเราต่างรู้จัก และมีความสัมพันธ์ที่ดีกัน
คนเหล่านี้ต้องการแสดงความเคารพที่มีต่อดวงวิญญาณของผู้เสียชีวิต ญาติ หรือบุคคลที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดอาจมีการสวดมนต์ภาวนาเป็นประจำในทุก ๆ วันเพื่อให้ดวงวิญญาณของผู้เป็นที่รักสามารถดำเนินไปสู่ภพภูมิใหม่อย่างสู่สุขคติ หรือเมื่อถึงวันครบรอบอาจมีการทำพิธีรำลึก โดยสมาชิกในครอบครัวจะนำพาลูกหลานของตนเองมากราบไหว้ เพื่อต้องการให้ผู้เป็นที่รักได้อยู่ในภพภูมิที่ดี แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องการให้ดวงวิญญาณเหล่านี้คอยปกป้องคุ้มครองเลือดเนื้อเชื้อไขของตนเองจากดินแดนอันห่างไกลด้วยจิตใจที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตา และเพื่อให้ความทรงจำของผู้ที่จากไปยังคงอยู่ภายในจิตใจของพวกเขาต่อไปได้ สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นความผูกพันระหว่างคนเป็นที่ยังคงใช้ชีวิต และคนตายที่แม้จะกลายเป็นดวงวิญญาณเหลือเพียงเถ้าถ่านแล้วก็ตาม หากแต่ก็ยังคงมีความสำคัญต่อกันไม่จางหาย
3.การส่งผู้ตายไปสู่ภพภูมิที่ดี
นอกจากความเชื่อเรื่องการกลับมาของ “ขวัญ” และเครื่องแสดงความผูกพันระหว่างคนเป็น และคนตายแล้ว โกศยังแสดงถึงความต้องการของครอบครัวในการนำพาดวงวิญญาณผู้เป็นที่รักไปสู่ภพภูมิที่ดีอีกด้วย
อย่างที่กล่าวไปแล้วว่าสังคมไทยนั้นแนบชิดไปด้วยความเชื่อเรื่องโลกหลังความตาย หรือภพภูมิอื่น ๆ ดังนั้นแล้วการบรรจุเถ้ากระดูกของคนที่เรารักบรรุใส่ไว้ในโกศจึงเปรียบเสมือนแคปซูลที่่จะนำผู้วายชนม์เหล่านี้เดินทางไปสู่ดินแดนใหม่ อีกองค์ประกอบที่มักใช้ในการพาผู้วายชนม์ไปสู่ภพภูมิที่ดีคือ ดอกไม้จันทน์ อันที่จริงแล้วสมัยก่อนไม่ได้ใช้ดอกไม้จันทน์เพียงเท่านั้น แต่มีการนำส่วนอื่น ๆ อย่างส่วนของลำต้นไม้จันทน์มาทำเป็นโลงศพ รวมไปถึงนำมาทำเป็นโกศด้วย เนื่องจากไม้จันทน์เป็นไม้ที่มีกลิ่นเฉพาะตัวค่อนข้างหอม
ในทางกลับกันกลุ่มคนที่ไปร่วมงานไว้อาลัยก็พร้อมที่จะวางดอกไม้จันทน์ซึ่งถือได้ว่าเป็นการส่งมอบความอาลัยรักครั้งสุดท้ายแก่ผู้วายชนม์ การใช้ดอกไม้จันทน์ที่มีกลิ่นหอมนั้นก็เพื่อที่จะให้ผู้ที่ตนรักซึ่งกลายเป็นดวงวิญญาณสามารถเดินทางไปสู่ภพภูมิได้เป็นอย่างดี สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความความเชื่อเรื่องโลกหลังความตายที่ฝังอยู่ในวัฒนธรรมไทย
สำหรับญาติผู้เสียชีวิตแล้ว โกศจึงเป็นเครื่องมือยืนยัน และประคับประคองจิตใจได้เป็นอย่างดี ในขณะที่บุคคลภายนอก หรือเพื่อนสนิทมิตรสหายของผู้เสียชีวิตนั้นจะได้รับของชำร่วยงานศพ หรือของที่ระลึกงานศพเพื่อเป็นเครื่องแทนใจจากครอบครัว/ญาติของผู้เสียชีวิตแทน สิ่งเหล่านี้ล้วนทำงานไม่ต่างไปจากโกศ แม้ว่าเราอาจจะไม่สามารถมองเห็น ได้ยิน หรือพบเจอผู้เป็นที่รักได้อีกต่อไป แต่การที่เรายังสัมผัสเครื่องแทนใจอย่างของชำร่วยงานศพ หรือของที่ระลึกงานศพก็สามารถเชื่อมโยงตนเองกับผู้ที่เราอาลัยรักได้เหมือนกัน
ดังนั้นหากคุณต้องการสั่งทำโกศ ดอกไม้จันทน์ ของแจกงานศพ หรือของที่ระลึกงานศพอื่น ๆ เพื่อแสดงความอาลัยรักครั้งสุดท้ายที่มีต่อผู้เสียชีวิต ที่ Funeralthai ให้บริการจัดจำหน่ายของชำร่วยงานขาวดำ ของแจกงาน ของชำร่วยงานศพ ของที่ระลึกงานศพ หรือของที่ระลึกในงานฌาปนกิจ ของชําร่วยงานฌาปนกิจ ของชำร่วยงานพระราชทานเพลิงศพ, หนังสืองานศพ, E การ์ดงานศพ, พวงหรีด, พวงหรีดดอกไม้สดชาววัง รวมไปถึงอาหารว่างงานศพ Snack Box อบร้อน สดใหม่ ส่งด่วนวันต่อวัน เราคัดสรรวัสดุอย่างดีเพื่อส่งความรัก ความอาลัยถึงผู้วายชนม์อย่างสมเกียรติ บริการด้วยใจ รวดเร็วในการดำเนินงาน และบริการจัดส่งถึงที่ทั่วประเทศ ด้วยประสบการณ์กว่า 50 ปี
Funeralthai: ร้านพรมงคล
ของชำร่วยงานศพ ใหม่ล่าสุด 2023 กว่า 1000+แบบ ราคาถูก เริ่มต้น 8 บาท สั่งเลย ส่งด่วนทั่วไทย
โทร. 02-225-8283, 089-969-9945
บริการอื่น ๆ ของเรา